- เจาะลึก 12 ทำเลทองอสังหาฯปีกระต่าย - รัฐทุ่มสร้างสาธารณูปโภค เปิดพื้นที่พัฒนา รอบกทม.และปริมณฑล - เอื้อประโยชน์ให้คนอยากมีบ้านและนักเก็งกำไรซื้อไว้ลงทุน! -ขณะที่ 4 ทำเลดาวร่วง สุวรรณภูมิ ร่มเกล้า ลาดกระบัง รังสิต เจอวิกฤตดินทรุด น้ำท่วม นโยบายการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล การตัดถนนสายใหม่ ๆ รวมถึงการกระจายความเจริญไปทุกชมุชน ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คึกคักขึ้นมาในพริบตา เพราะเป็นการเปิดทำเลใหม่ ๆ ให้นักลงทุน นักเก็งกำไรและนักพัฒนาเข้าไปลงทุน แต่การลงทุนต้องมีวิธีการลงทุนอย่างชาญฉลาด ต้องเลือกทำเลที่ดีมีศักยภาพสูงเท่านั้น จึงสามารถสร้างผลกำไรอย่างคุ้มค่าและงดงาม สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสูตรสำเร็จของการลงทุนโครงการบ้านจัดสรร อยู่ที่ “โลเกชั่น” หรือ “ทำเล” ซึ่งนักพัฒนาทุกคนล้วนต้องถ่องคาถา “ทำเล ทำเล ทำเล”ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อที่ดินสักแปลง เพื่อลงทุนโครงการบ้านจัดสรร ส่วนเรื่องรูปแบบโครงการ แบบบ้าน ขนาด พื้นที่ใช้สอย รวมถึงราคาล้วนเป็นประเด็นรองลงมาแทบทั้งสิ้น นั่นเป็นเพราะว่าการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านแต่ละหลัง ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ที่เก็บสะสมมานาน หรือบางคนเก็บสะสมมาเกือบทั้งชีวิต เพื่อซื้อบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง ดังนั้น การเลือกซื้อบ้านทุกคนจึงให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกในทำเลที่ตั้งเป็นอันดับแรก โดยจะโฟกัสไปที่ความเป็นชุมชน ความพร้อมของสาธารณูปโภค การเดินทางสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอยู่เกาะแนวรถไฟฟ้าหรือใกล้สถานี จะยิ่งทำให้ผู้ซื้อเลือกซื้อเป็นอันดับแรก ๆ ตามด้วยองค์ประกอบอื่น ๆตามมา ซึ่งเป็นแค่ปัจจัยรองในการตัดสินใจซื้อเท่านั้น ส่วน “ทำเลยอดฮิต”ในปีกระต่ายนั้น มีหลายทำเล ส่วนใหญ่จะกระจายไปตามแนวรถไฟฟ้า ทั้งเส้นทางใหม่ ๆ และส่วนต่อขยาย อาทิ ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู ปากเกร็ด-แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี ได้แก่ ถนนแจ้งวัฒนะ รามอินทรา มีนบุรี ปากเกร็ด ส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง สายสีม่วง บางใหญ่ -บางซื่อ เริ่มจากบางซื่อ รัตนาธิเบศร์ บางใหญ่ บางบัวทอง รวมถึงแนวรถไฟฟ้า Airport Link ตั้งแต่สถานี พญาไท อโศก-เพชรฯ พระราม 9 คลองตัน และรามคำแหง
|
“แจ้งวัฒนะ”แข่งเดือด พื้นที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ กลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ที่กำลังมาแรงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่เปิดให้บริการ ซึ่งแม้ว่าหน่วยงานราชการจะเปิดให้บริการยังไม่ครบก็ตาม แต่ก็ทำให้มีข้าราชการและลูกจ้าง มาทำงานกว่า50,000 คน และเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100,000 คน ในอนาคตอันใกล้นี้ ยิ่งทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยก็มีมากขึ้นแบบทวีคูณ ประกอบกับ รัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ปากเกร็ด-แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี ยิ่งทำให้บริเวณถนนแจ้งวัฒนะกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ที่นักลงทุน นักเก็งกำไร รวมถึงผู้บริโภครายย่อยแห่ไปลงทุนจำนวนมาก ทั้งกว้านซื้อที่ดิน เพื่อรอลงทุนโครงการใหม่ และซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อเก็งกำไร เพราะแม้ว่าราคาที่ดินในย่านดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก หลังจากที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่เปิดให้บริการครบทุกหน่วยงาน รวมถึงเมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูเริ่มตอกเสาเข็มต้นแรก ซึ่งคาดว่าราคาที่ดินจะปรับสูงขึ้นอย่างน้อย 20-30% อย่างแน่นอน รวมถึงราคาคอนโดมิเนียมก็มีโอกาสปรับตัวสูงด้วยเช่นเดียวกัน เฉลี่ยที่ 10-15% หลังจากที่โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปัจจุบันราคาที่ดินบริเวณถนนแจ้งวัฒนะตารางวาละ 96,000บาท ส่วนบริเวณเมืองทองธานี ตารางวาละ64,000บาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูไม่เพียงแค่ทำให้การเดินทางไปยังศูนย์ราชการแห่งใหม่สะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ตามเส้นทางที่รถไฟฟ้าพาดผ่านยังทำให้พื้นที่ตลอดแนวถนนรามอินทราคึกคักตามขึ้นมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณหลักสี่เชื่อมต่อถนนรามอินทราซอยต้น ๆ ซอยวัชรพล กม.8 รวมถึงมีนบุรี เห็นได้จากดีเวลลอปเปอร์หลายรายแห่ไปจับจองพื้นที่เพื่อลงทุนโครงการใหม่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เจ้าพ่อคอนโดมิเนียมอย่าง LPN ที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกล ไปปักธงลงทุนโครงการลุมพินี เพลส ใกล้กับห้างเซ็นทรัล รามอินทรา ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการลุมพินี คอนโด ทาวน์ บริเวณถนนรามอินทรากม. 8 รวมถึงบริษัท แสนสิริ ที่ยึดพื้นที่บริเวณปากซอยวัชรพล พัฒนาลงโครงการ ดีคอนโด ขณะที่บริษัท ปริญสิริ ได้เปิดสมาร์ท คอนโด ในซอยวัชรพล ใกล้เสถียรธรรมสถาน สำหรับมีนบุรีนั้น มีดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่ อย่างสัมมากร เค.ซี.พร็อเพอร์ตี้ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และนักลงทุนท้องถิ่นที่เปิดโครงการแนวราบจำนวน มากกว่า 30-40 โครงการ “อ่อนนุช”แข่งแรง ย่านอ่อนนุชกลายเป็นทำเลทองอีกครั้ง หลังจากส่วนต่อขยายสายสีเขียว อ่อนนุช-แบริ่ง เปิดให้บริการรถไฟฟ้า BTS เห็นได้จากผู้ประกอบการพากันไปเปิดโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าย่านสุขุมวิท แต่มีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับโครงการย่านสุขุมวิทตอนต้น ๆเพราะมีราคาสูงมาก เนื่องจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจากสถานีอ่อนนุชไปยังสุขุมวิทตอนต้นนั้นใช้เวลาเพียงประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น อีกทั้งอยู่ใกล้ทางด่วน ห้างสรรพสินค้าและสถานที่สำคัญต่างๆ “จากผลสำรวจตลาดคอนโดมิเนียมในรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช ว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ทั้งหมด 11 โครงการ มีจำนวนหน่วยประมาณ 4,200 หน่วย ราคาคอนโดมิเนียมในย่านนี้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาทต่อตารางเมตร”
|
ส่วนราคาที่ดินบริเวณสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และ ตากสิน-บางหว้าและหมอชิต-สะพานใหม่ พบว่าในรอบปี 2552-2553 บริเวณอ่อนนุช-แบริ่ง ราคาที่เพิ่มขึ้นถึง 15-20% สถานีที่ราคาที่ดินเพิ่มสูงที่สุด คือ สถานีบางจาก อยู่ที่ตารางวาละ 260,000 บาท สถานีแบริ่ง ราคาตารางวาละ 150,000 สถานีอ่อนนุช อยู่ที่ 200,000-250,000 ต่อตารางวา เนื่องจากเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ขณะที่ดินบริเวณถนนสุขุมวิท 103 ราคา 130,000-150,000 บาทต่อตารางวา ส่วนถนนบางนา-ตราด ช่วงต้น ๆ ราคาอยู่ที่ 100,000-150,000บาท ต่อตารางวา สำหรับเส้นตากสิน-บางหว้า เพิ่มขึ้น 10-14 % โดย สถานีกรุงธนบุรีเพิ่มมากที่สุด ราคาตารางวาละ 320,000 บาท ต่ำสุดอยู่ที่สถานีบางหว้า ราคาตารางวาละ 105,000 บาท ส่วนช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ เพิ่ม 5-15% สถานที่เพิ่มสูงสุด คือ สถานีลาดพร้าว ราคาเฉลี่ยตารางวา 230,000 บาทต่อตารางวา ต่ำสุดที่สถานีบางบัว ตารางวาละ 105,000 บาท ขณะที่ส่วนต่อขยาย ช่วงแบริ่ง- สำโรง- สมุทรปราการ ถึง บางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยแยกเป็น ทำเลแบริ่ง สำโรง พบว่าราคาซื้อ-ขายที่ดินที่ติดถนนอยู่ที่ 100,000 -150,000 บาทต่อตารางวา ต.บางเมือง ซึ่งอยู่ในเขตตัวเมืองสมุทรปราการ ติดถนนราคาตารางวาละ 70,000-80,000 บาท ต.ท้ายบ้าน ราคาตารางวาละ 40,000-50,000 บาทและต.บางปู ราคาตารางวาละ20,000-30,000บาท อย่างไรก็ดี ในส่วนของแบริ่ง และสำโรงนั้น มีศักยภาพต่อการลงทุนใกล้เคียงกับอ่อนนุช โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้า เมื่อตอกเข็มแล้วราคาที่ดินจะปรับขึ้นเฉลี่ย 20-30 % ต่อปี(ที่ดินติดริมถนน) และที่ดินในซอยแบริ่ง-สำโรงราคาจะปรับขึ้น 50- 60% จากปัจจุบัน ราคาตารางวาละ 70,000-80,000 บาท ส่วนตั้งแต่ตัวเมืองสมุทรปราการถึง บางปู ราคาที่ดินเฉลี่ยขยับขึ้น 10 % เท่านั้น เนื่องจากไม่มีศักยภาพต่อการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยเนื่องจากเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีแต่ที่อยู่อาศัยราคาถูกและบ้านเช่า เกาะแนว“สายสีม่วง”ฮอตไม่เลิก รถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผนในปี 2557 นั้น ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่และรายย่อย ต่างดาหน้าเข้าไปลงทุนโครงการบ้านจัดสรรจำนวนมาก ทั้งแนวราบและแนวสูง โดยเฉพาะฝั่งพระนคร ตั้งแต่สถานีบางซื่อ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT จนถึงสถานีสะพานพระนั่งเกล้า ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากราคาที่ดินค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินติดรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากแหล่งชุมชน หน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงสาธารณสุข และห้างสรรพสินค้า เช่น บิ๊กซี วงศ์สว่าง สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ราคาประเมินที่ดินในย่านรถไฟฟ้าสายสีม่วง ฝั่งพระนคร เฉลี่ยอยู่ที่ราคาตารางวาละ 50,000 - 160,000บาท ขึ้นอยู่กับถนนและระยะห่างจากถนนใหญ่ เช่น ที่ดินติดถนนกาญจนาภิเษก ราคาประเมินอยู่ที่ 50,000-80,000 บาท ในขณะที่ที่ดินติดถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ราคาประเมินอยู่ที่ 130,000-160,000 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาขายนั้นสูงกว่าราคาประเมินเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะที่ดินติดถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ราคาสูงถึงตารางวาละ 220,000 บาท ส่วนทำเลบางใหญ่และบางบัวทองที่แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงผ่านนั้น โดยเฉพาะที่ติดริมถนนมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาประมาณ10-20% บริเวณสามแยกบางใหญ่ ปัจจุบันราคาเฉลี่ยตารางวาละ 50,000-60,000 บาท ขณะที่ที่ดินในซอย ซึ่งสามารถพัฒนาบ้านจัดสรร ราคาที่ดินขยับตัวเพิ่มขึ้นไป 30-40% ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2550 ส่วนย่านถนนรัตนาธิเบศร์ พื้นที่ในเขตเทศบาลนครนนทบุรี แถบบางใหญ่ บางบัวทอง ฯลฯ ยังไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด แนวAirport Link “รุ่ง” พื้นที่ตลอดแนว Airport Link ก็เป็นอีกทำเลหนึ่งที่ได้รับความนิยมขึ้นมาทันที หลังจากที่โครงการรถไฟฟ้า Airport Link เปิดให้บริการ อาทิ ถนนรามคำแหง คลองตัน พระราม 9 และอโศก-เพชรฯ เพราะอยู่เกาะแนวรถไฟฟ้า ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยบริเวณนี้เพิ่มขึ้น ทั้งที่ในอดีตทำเลเหล่านั้น ถูกลืมไปหายนักลงทุนแล้ว เนื่องจากไม่มีศักยภาพ อีกทั้งยังมีปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนัก “บริเวณถนนรามคำแหง เป็นทำเลที่นักลงทุนโครงการคอนโดมิเนียมราคา 1 ล้านบาทต้น ๆ แห่ไปลงทุนหลายราย อาทิ พฤกษา แสนสิริ แอล.พี.เอ็นฯ. ศุภาลัย และชีวาทัย ซึ่งทุกโครงการล้วนได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยเฉพาะโครงการของพฤกษา แสนสิริ ที่มียอดขายมาก เพราะตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรามคำแหง ส่วน แอล.พี.เอ็นฯและศุภาลัยขายหมดแล้ว เพราะไปลงทุนก่อนคู่แข่ง ขณะที่ชีวาทัย อาจจะขายช้ากว่า ตั้งอยู่ใกล้แยกลำสาลี ซึ่งถือว่ายังไกลกับสถานีมาก” สำหรับนักลงทุนที่จะเก็งกำไรคอนโดมิเนียมยังมีโอกาสที่จะสร้างผลกำไร เพราะโครงการที่เปิดขายมาตั้งแต่ปีก่อนเป็นราคาที่ไม่สูงมากนัก หากแผนการเชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าของรัฐบาลแล้วเสร็จ จะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยปีละ 8-10% ซึ่งถือว่าสูงมาก หากเทียบกับการฝากเงินไว้ที่แบงก์ที่ได้ผลตอบแทนเพียง 1-2% เท่านั้น ในย่านอโศก-เพชรฯเป็นทำเลทองสำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าไปลงทุน เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง Airport Link รถไฟฟ้าใต้ดิน บริเวณสี่แยกอโศก-เพชรบุรีอีกด้วย อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีสุขุมวิท ยิ่งทำให้การเดินสะดวก นักลงทุนจึงเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการ เช่น เอเชี่ยนฯ ทีซีซีบริษัทในเครือเจริญ สิริวัฒนภักดี และโครงการของบริษัทข้ามชาติ ทั้งนี้ ราคาที่ดินตามแนวทาง Airport Link ปรับตัวสูงขึ้น 10% และมีแนวโน้มที่จะปรับสูงขึ้นอีก เพราะในย่านนี้แทบจะไม่มีที่ดินให้เหลือเพื่อพัฒนาอีกแล้ว ขณะที่ความต้องการที่พักอาศัยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น “สุวรรณภูมิ”สิ้นมนต์ขลัง สำหรับทำเล“ร่วง” นั้น บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิน่าจะเป็นทำเลที่สิ้นมนต์ขลังอย่างรวดเร็ว แม้ว่าครั้งหนึ่ง สุวรรณภูมิจะเป็นทำเลทองที่ดีเวลลอปเปอร์เกือบทุกราย ล้วนไปปักธงลงทุนโครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ รวมถึงโฮมออฟฟิต จำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริหาร พนักงานที่ทำงานในสนามบิน รวมถึงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับสนามบิน เช่น โลจิกติกส์ หรือส่งออก เป็นต้น แต่มาวันนี้ ชื่อของสุวรรณภูมิ แทบจะถูกกลืนหายไป ไม่มีดีเวลลอปเปอร์รายใด โหมไปลงทุนอีกเลย ที่สำคัญโครงการเก่าที่อยู่ระหว่างดำเนินงานก็ไม่มีใครกล้าชูจุดขายว่า อยู่ใกล้สนามบินมากนัก ไม่เพียงแค่บริเวณสุวรรณภูมิเท่านั้นที่สิ้นมนต์ขลัง แต่พื้นที่บริเวณรอบ ๆ สุวรรณภูมิ ทั้งร่มเกล้า ลาดกระบัง ก็ได้รับผลกระทบจากการเปิดให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิเช่นเดียวกัน เพราะผู้ซื้อไม่ต้องการเสี่ยงที่จะไปซื้อที่พักอาศัยอยู่ กลัวว่าจะได้รับผลกระทบด้านทางเสียงจากการขึ้น-ลงของเครื่องบิน แม้ว่าบางโครงการจะตั้งอยู่ในเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเสียงก็ตาม ทำให้ที่ผ่านมา ยอดขายของแต่ละโครงการค่อนข้างล่าช้า ที่สำคัญปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก หลังจากที่เปิดให้สนามบินยังทำให้ไม่มีใครอยากมีบ้านหรือที่พักอาศัยใกล้สนามบิน นั่นคือ บริเวณร่มเกล้า และลาดกระบัง เพราะหากเกิดปัญหาน้ำท่วม รัฐบาลไม่มีทางปล่อยให้น้ำท่วมสนามบินแน่นอน เนื่องจากจะสร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมรวมถึงชื่อเสียงและเครดิตของประเทศจะเสียหายอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องยอมปล่อยให้น้ำท่วมขังพื้นที่นอกสนามบินแน่นอน นั่นก็คือ บริเวณร่มเกล้า และลาดกระบังนั่นเอง และไม่เพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมขัง แต่ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังนาน ๆ ในอนาคตมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะเกิดปัญหาดินทรุด หรือถล่มได้ “รังสิต”ดินแดนที่ถูกลืม ส่วน“รังสิต” แม้ว่าจะเป็นทำเลที่ไม่ดับเสียทีเดียว ยังมีกำลังซื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่ก็เป็นกำไรซื้อระดับกลางลงมา เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่ค่อยมีดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เข้าไปลงทุน เพราะไม่มีจุดขายที่โดดเด่น อีกทั้งปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก ทำให้ไม่มีใครอยากไปพักอาศัยบริเวณรังสิต ทำเลนี้จึงถูกลืมมานานหลายปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำเลนี้ไม่เคยได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกเลย
|
ยักษ์อสังหาฯฝ่าวิกฤต ฟันยอดขาย - โกยกำไรกระเป๋าตุง พาเหรด 4 ค่ายยักษ์ใหญ่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์รับทรัพย์อื้อ นำทีมโดยค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท ตามด้วย พร็อพเพอร์ตี้ เฟอร์เฟค, ควอลิตี้เฮ้าส์ และเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ เติบโตทั้งยอดขายและกำไรเลขสองหลักถ้วนหน้า สวนกระแสวิกฤตหลายระลอกทั้งเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้ารอบด้านตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็น มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์สิ้นสุด ซึ่งมีผลด้านจิตวิทยาต่อผู้ซื้อ นโยบายแบงก์ชาติเพิ่มเงินดาวน์ ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นทั่วประเทศ ดอกเบี้ยขาขึ้น วัสดุก่อสร้างพาเหรดขึ้นราคา และน้ำท่วมใหญ่เกือบทั่วทั้งประเทศ แต่ผลประกอบการจากการขายและผลกำไรในรอบ 9 เดือน (ตั้งแต่ 1 มกราคม-30 กันยายน) ของบิ๊กอสังหาริมทรัพย์กลับเติบโตสวนกระแสวิกฤตได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ 4 ค่ายบิ๊กอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ หรือ AP ค่ายควอลิตี้เฮ้าส์หรือ QH ค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท หรือ PS และค่ายพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค หรือ PF ร่วมพาเหรดสร้างยอดขายและกำไรสุทธิให้มีอัตราส่วนเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างโดดเด่นเหนือคู่แข่ง (ดูตารางเปรียบเทียบผลประกอบการงวด 9 เดือนฯ) จากการสำรวจผลประกอบการของ 8 บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, แอล.พี.เอ็น., ศุภาลัย, ควอลิตี้เฮ้าส์ แสนสิริ, พฤกษา เรียลเอสเตท และพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค โดยผู้จัดการ 360องศา รายสัปดาห์ พบว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นทั้งรายได้จากการขายและกำไรสุทธิในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ต้องยกให้ “พฤกษา เรียลเอสเตท” ซึ่งในครั้งนี้บริษัทสามารถสร้างรายได้จากยอดขายสูงถึง 16,332 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 11,232 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 2,429 ล้าน เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ1,977 ล้านบาท อัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 22.8 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา ได้แก่ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค สามารถสร้างรายได้จากยอดขายสูงถึง 5,245 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 4,100 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 27.9 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 406 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 262 ล้าน อัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 54.9 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ทำให้อัตรายอดขายและกำไรของบริษัทเติบโตอย่างมากเนื่องจากยอดขายและกำไรจากการขายหน่วยอาคารชุดพักอาศัยจำนวน 345 ล้าน ตามมาด้วย บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ ซึ่งมีรายได้จากการขายสูงถึง 9,283 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 7,544 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 23 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิบริษัทสามารถทำยอดได้ 1,591 ล้าน เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,271 ล้านบาท อัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ทำให้อัตรายอดขายของบริษัทเติบโตอย่างมากเนื่องจากยอดขายจากการขายหน่วยอาคารชุดพักอาศัยจำนวน 2,375 ล้านบาท โดยมี บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ตามติดเป็นอันดับ 4 ซึ่งมีรายได้จากการขายสูงถึง 9,533 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 7,802 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 1,616 ล้าน เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,126 ล้านบาท อัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 43 เปอร์เซ็นต์ สำหรับ 4 บิ๊กรายใหญ่อื่นๆ เช่น บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีรายได้จากการขายจำนวน 11,057ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 12,676 ล้านบาท เติบโตลดลง -13 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิบริษัทสามารถทำยอดได้ 2,690 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 2,876 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง -6 เปอร์เซ็นต์ บริษัท แอล.พี.เอ็น. มีรายได้จากการขายจำนวน 6,180 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 6,689 ล้านบาท เติบโตลดลง -7.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 1,066 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,295 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง -17.6 เปอร์เซ็นต์ บริษัท ศุภาลัย มีรายได้จากการขายจำนวน 6,198 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 6,771 ล้านบาท เติบโตลดลง -8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 1,492 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,837 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง -18.7 เปอร์เซ็นต์ บริษัท แสนสิริ มีรายได้จากการขายจำนวน 11,286 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 10,492 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 825ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,009 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง -18 เปอร์เซ็นต์ ************** บิ๊กจัดสรรฉีกตำราสู้คู่แข่ง ปฏิวัติการตลาดรูปแบบเดิม บิ๊กจัดสรรเร่งปรับตัว รับมือการแข่งขันดุเดือดปี “กระต่ายทอง” เผยหากยังทำการตลาดรูปแบบเก่าๆ อาจจะไม่มีที่ยืนในอุตสาหกรรม แนะต้องงัดกลยุทธ์ใหม่ครองใจลูกค้าอย่างยั่นยืน การแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ โลเกชั่น รูปแบบโครงการ การออกแบบ สิ่งอำนวยความสะดวกเป็นหลัก ส่วนกลยุทธ์ด้านราคาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ แต่กลยุทธ์เหล่านี้จะใช้ไม่ได้อย่างยั่นยืน เพราะดีเวลลอปเปอร์เกือบทุกรายจะงัดกลยุทธ์เหล่านั้นมาใช้ในการสร้างจุดขาย ซึ่งสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นว่า แต่ละโครงการมีจุดขายเดียวกัน สำหรับดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่แล้ว มองว่าหากยังต้องแข่งขันในรูปแบบเดิมๆ การทำการตลาดจะเหนื่อยมาก อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตลาดและการขายสูงขึ้นมาก จึงได้ปรับกลยุทธ์การแข่งขันใหม่ เพื่อให้เหนือคู่แข่ง บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) AP เป็นดีเวลลอปเปอร์รายแรกๆ ที่กล้าปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำตลาด ลุกขึ้นมาปฏิวัติการตลาดใหม่หมด โดยหันไปให้ความสำคัญกับการให้บริการก่อนและหลังการขาย ควบคู่กับการทำตลาดแบบเดิมๆ คือ ยังให้ความสำคัญกับการเลือกทำเล และใส่ใจในรายละเอียดการออกแบบโครงการ ไม่ได้แข่งแค่ทำเล อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AP มองว่า การแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ จะไม่ได้แข่งกันที่ทำเล รูปแบบบ้าน หรือฟังก์ชั่นการใช้งานเท่านั้น แต่การแข่งขันจะมุ่งไปที่การให้บริการก่อน ระหว่างและหลังการขายเป็นหลัก เพราะผู้บริโภคสมัยใหม่จะใส่ใจในรายละเอียดของการให้บริการมากกว่าในอดีต แต่การให้บริการหลังการขายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในทางตรงกันข้ามเป็นเรื่องที่ยากมาก เฉพาะแค่การซ่อมบ้านให้ลูกค้าพึงพอใจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นโจทย์ที่ท้าทาย ฉะนั้น ไม่ต้องมองไปไกลถึงการดูแลลูกค้าและให้บริการหลังจากโอนบ้านไปแล้ว บริษัทจึงต้องการปิดจุดอ่อนในเรื่องนี้ โดยหามืออาชีพด้านบริการมาช่วยงาน สำหรับ AP นั้น ได้เริ่มปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ช่วง 1-2 ปีก่อน โดยได้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ และให้ฝ่ายการขายและตลาดทุกไซต์งานขึ้นตรงกับสายงานบริหารงานขายและบริการ เพื่อให้การบริการลูกค้าได้มาตรฐานเดียวกันทุกไซต์ “ในช่วง 2-3 ปีก่อน พบว่าฝ่ายขายมีปัญหามาก บางไซต์บริการดี บางไซต์บริการไม่ดี ไม่มีมาตรฐาน เพราะต่างคนต่างทำ ซึ่งสร้างปัญหาให้บริษัทมาก เพราะฝ่ายขายเป็นด่านแรกที่ต้องเจอกับลูกค้า หากบริการไม่ดี ชื่อเสียงของบริษัทก็เสียหายไปด้วย เราจึงต้องนำวิธีการทำงานแบบเดิมมาใช้ คือ นำฝ่ายขายทุกไซต์มาอยู่ภายใต้ผู้บริหารคนเดียวกัน ไม่ให้ขึ้นตรงกับไซต์งานนั้นๆ เพื่อให้การบริการได้มาตรฐานเดียวกัน” การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนั้น อนุพงษ์ เลือกที่จะรับบุคลากรนอกวงการอสังหาริมทรัพย์มาเสริมทัพ โดยโฟกัสไปที่คนในวงการคอนซูเมอร์ โปรดักส์ และต้องมีประสบการณ์ตรงจากการทำงานในบริษัทข้ามชาติ เพราะคนในวงการคอนซูเมอร์ โปรดักส์จะรู้จักและเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ที่สำคัญการทำงานจะมีวินัย ยึดมั่นในหลักการ และมีมาตรฐานเดียวกันกับมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม อนุพงษ์ ยอมรับว่า บุคลากรนอกวงการจะมีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์เลย แต่ AP ก็มีความพร้อมที่จะให้เวลาในการเรียนรู้ และมีพี่เลี้ยงที่เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์คอยให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนให้คำปรึกษา และแนะนำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ “การเลือกบุคลากรนอกวงการอสังหาริมทรัพย์มาช่วยงาน เพราะต้องการแนวคิดใหม่ๆ มาปรับใช้ในองค์กร แต่ถ้าหากนำบุคลากรเฉพาะในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มาช่วยงาน ก็จะได้แนวคิดรูปแบบเดิมๆ ไม่มีความแปลกใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สนใจคนเก่าในวงการเลย เพียงแต่ AP ต้องการนำแนวคิดของคนเก่ามาผสมผสานกับคนใหม่ ซึ่งจะได้สูตรผสมที่ลงตัว” “แสนสิริ” ชูฟังก์ชั่นเด่น ขณะที่ฟาก บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็ไม่ได้หยุดนิ่งที่จะปรับตัว เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันจะฟาดฟันกันที่บิ๊กจัดสรรเท่านั้น เพราะจากนโยบายของภาครัฐ และความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อโครงการ จะทำให้ดีเวลลอปเปอร์รายกลางและรายเล็กอยู่อย่างลำบาก เกือบจะไม่มีที่ยืน จึงทำให้การแข่งขันในปีนี้จะแข่งกันที่รายใหญ่ สุริยะ วรรณบุตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารโครงการและการตลาด บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า กลยุทธ์ด้านการตลาดจะให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโลเกชั่นที่ใกล้แหล่งชุมชน การเดินทางสะดวก การจัดวางผังโครงการ การออกแบบที่เหมาะสำหรับการพักอาศัยอย่างลงตัว ขณะที่ มนู ตระกูลวัฒนะกิจ ผู้อำนวยการแผนกนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ กล่าวว่า การออกแบบนั้นทีมออกแบบจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย และนำมาออกแบบอย่างใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ตกแต่ง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการการพักอาศัยที่ตอบสนองความเป็นตัวตนของตัวเองและตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันทุกด้าน “ตัวอย่างเช่น การออกแบบ bugget condo ทั่วไป ดีเวลลอปเปอร์จะออกแบบจากการนำงบประมาณเป็นตัวกำหนดโครงการและห้องชุด รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ตกแต่ง ขณะที่แสนสิริจะออกแบบโดยนำความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายเป็นตัวกำหนด เพราะจากการสำรวจพบว่า ความต้องการของผู้ที่มีรายได้เดือนละ 2-3 หมื่นบาท ไม่แตกต่างจากผู้มีรายได้เดือนละเป็นแสนบาทขึ้นไป ที่มีความต้องการใช้ Internet ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำ สวนหย่อม และสนามเด็กเล่น แสนสิริจึงพพัฒนาโครงการตามความต้องการของลูกค้า
|
|