หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกธุรกิจ | ข่าวนโยบาย

 

สรุปเลิกใช้ดอนเมือง "สุวรรณภูมิ" สนามบินเดี่ยว ทอท.ลงทุนเพิ่ม 1.6 พันล้าน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 เมษายน 2554 09:00 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

"คมนาคม" เผย ICAO สรุปให้ใช้ "สุวรรณภูมิ" เป็นสนามบินเดี่ยว เลิกใช้ดอนเมือง ตั้งแต่ปี 58 พร้อมเสนอขยายลงทุนเพิ่ม 1.6 พันล้าน รองรับผู้โดยสาร 103 ล้านคนต่อปี
       
       นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยระบุว่า องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้ส่งแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มาให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว พบว่าสอดคล้องกับผลศึกษาของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ที่ได้ทำการศึกษาเสร็จสิ้นก่อนหน้านี้ โดยเสนอให้ใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นสนามบินเดี่ยว (Single Airport)
       
       ทั้งนี้ แผยของ ICAO แบ่งระยะการพัฒนาเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ในปี 2554-2558 จะใช้เงินลงทุน 21,900 ล้านบาท หากดำเนินการเสร็จจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 65 ล้านคนต่อปี ถึงปี 2561 และรองรับเที่ยวบินได้ 450,000 เที่ยวบินต่อปี ถึงปี 2563 ช่วงที่ 2 ปี 2558-2563 ใช้เงินลงทุน 43,800 ล้านบาท หากดำเนินการเสร็จ จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 80-85 ล้านคนต่อปี ถึงปี 2568 และรองรับเที่ยวบินได้ 500,000 เที่ยวบินต่อปี ถึงปี 2566
       
       ส่วนระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในปี 2563-2568 ใช้เงินลงทุนประมาณ 98,335 ล้านบาท หากดำเนินการเสร็จ จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 103 ล้านคนต่อปี ถึงปี 2573 และรองรับเที่ยวบินได้ 650,000 เที่ยวบินต่อปี ถึงปี 2573
       
       สำหรับสนามบินดอนเมือง ยังใช้ประโยชน์เหมือนเดิม แต่ในช่วงปี 2558 ก่อสร้างงานต่างๆ ที่สุวรรณภูมิเสร็จ เที่ยวบินที่อยู่ที่ดอนเมืองจะย้ายมาเปิดใช้บริการที่สุวรรณภูมิทั้งหมด ส่วนที่ดอนเมืองก็จะปรับไปใช้ประโยชน์ตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.ได้ศึกษาไว้ก่อนหน้านี้เช่น เป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบิน
       
       โดยขั้นตอนต่อไป ทอท. ต้องกลับไปสรุปแผนทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม 2554 นี้ ก่อนเสนอมายังกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะแผนการลงทุนในระยะต่างๆ เนื่องจากผลการศึกษาดังกล่าว แตกต่างจากแผนเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติไว้ ก่อนที่จะเสนอ ครม.พิจารณาอีกครั้ง

http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9540000052661

 

 

“สุวรรณภูมิ”สิ้นมนต์ขลัง
       
       สำหรับทำเล“ร่วง” นั้น บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิน่าจะเป็นทำเลที่สิ้นมนต์ขลังอย่างรวดเร็ว แม้ว่าครั้งหนึ่ง สุวรรณภูมิจะเป็นทำเลทองที่ดีเวลลอปเปอร์เกือบทุกราย ล้วนไปปักธงลงทุนโครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ รวมถึงโฮมออฟฟิต จำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริหาร พนักงานที่ทำงานในสนามบิน รวมถึงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับสนามบิน เช่น โลจิกติกส์ หรือส่งออก เป็นต้น แต่มาวันนี้ ชื่อของสุวรรณภูมิ แทบจะถูกกลืนหายไป ไม่มีดีเวลลอปเปอร์รายใด โหมไปลงทุนอีกเลย ที่สำคัญโครงการเก่าที่อยู่ระหว่างดำเนินงานก็ไม่มีใครกล้าชูจุดขายว่า อยู่ใกล้สนามบินมากนัก
       
       ไม่เพียงแค่บริเวณสุวรรณภูมิเท่านั้นที่สิ้นมนต์ขลัง แต่พื้นที่บริเวณรอบ ๆ สุวรรณภูมิ ทั้งร่มเกล้า ลาดกระบัง ก็ได้รับผลกระทบจากการเปิดให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิเช่นเดียวกัน เพราะผู้ซื้อไม่ต้องการเสี่ยงที่จะไปซื้อที่พักอาศัยอยู่ กลัวว่าจะได้รับผลกระทบด้านทางเสียงจากการขึ้น-ลงของเครื่องบิน แม้ว่าบางโครงการจะตั้งอยู่ในเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเสียงก็ตาม ทำให้ที่ผ่านมา ยอดขายของแต่ละโครงการค่อนข้างล่าช้า
       
       ที่สำคัญปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก หลังจากที่เปิดให้สนามบินยังทำให้ไม่มีใครอยากมีบ้านหรือที่พักอาศัยใกล้สนามบิน นั่นคือ บริเวณร่มเกล้า และลาดกระบัง เพราะหากเกิดปัญหาน้ำท่วม รัฐบาลไม่มีทางปล่อยให้น้ำท่วมสนามบินแน่นอน เนื่องจากจะสร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมรวมถึงชื่อเสียงและเครดิตของประเทศจะเสียหายอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องยอมปล่อยให้น้ำท่วมขังพื้นที่นอกสนามบินแน่นอน นั่นก็คือ บริเวณร่มเกล้า และลาดกระบังนั่นเอง และไม่เพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมขัง แต่ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังนาน ๆ ในอนาคตมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะเกิดปัญหาดินทรุด หรือถล่มได้"

 

 

ขุมทรัพย์นักเก็งกำไรปี 54 12 ทำเลทองน่าซื้อ!
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 30 ธันวาคม 2553 08:45 น.

 

       - เจาะลึก 12 ทำเลทองอสังหาฯปีกระต่าย
       - รัฐทุ่มสร้างสาธารณูปโภค เปิดพื้นที่พัฒนา รอบกทม.และปริมณฑล
       - เอื้อประโยชน์ให้คนอยากมีบ้านและนักเก็งกำไรซื้อไว้ลงทุน!
       -ขณะที่ 4 ทำเลดาวร่วง สุวรรณภูมิ ร่มเกล้า ลาดกระบัง รังสิต เจอวิกฤตดินทรุด น้ำท่วม
       
       นโยบายการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล การตัดถนนสายใหม่ ๆ รวมถึงการกระจายความเจริญไปทุกชมุชน ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คึกคักขึ้นมาในพริบตา เพราะเป็นการเปิดทำเลใหม่ ๆ ให้นักลงทุน นักเก็งกำไรและนักพัฒนาเข้าไปลงทุน แต่การลงทุนต้องมีวิธีการลงทุนอย่างชาญฉลาด ต้องเลือกทำเลที่ดีมีศักยภาพสูงเท่านั้น จึงสามารถสร้างผลกำไรอย่างคุ้มค่าและงดงาม
       
       สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสูตรสำเร็จของการลงทุนโครงการบ้านจัดสรร อยู่ที่ “โลเกชั่น” หรือ “ทำเล” ซึ่งนักพัฒนาทุกคนล้วนต้องถ่องคาถา “ทำเล ทำเล ทำเล”ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อที่ดินสักแปลง เพื่อลงทุนโครงการบ้านจัดสรร ส่วนเรื่องรูปแบบโครงการ แบบบ้าน ขนาด พื้นที่ใช้สอย รวมถึงราคาล้วนเป็นประเด็นรองลงมาแทบทั้งสิ้น
       
       นั่นเป็นเพราะว่าการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านแต่ละหลัง ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ที่เก็บสะสมมานาน หรือบางคนเก็บสะสมมาเกือบทั้งชีวิต เพื่อซื้อบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง ดังนั้น การเลือกซื้อบ้านทุกคนจึงให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกในทำเลที่ตั้งเป็นอันดับแรก โดยจะโฟกัสไปที่ความเป็นชุมชน ความพร้อมของสาธารณูปโภค การเดินทางสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอยู่เกาะแนวรถไฟฟ้าหรือใกล้สถานี จะยิ่งทำให้ผู้ซื้อเลือกซื้อเป็นอันดับแรก ๆ ตามด้วยองค์ประกอบอื่น ๆตามมา ซึ่งเป็นแค่ปัจจัยรองในการตัดสินใจซื้อเท่านั้น
       
       ส่วน “ทำเลยอดฮิต”ในปีกระต่ายนั้น มีหลายทำเล ส่วนใหญ่จะกระจายไปตามแนวรถไฟฟ้า ทั้งเส้นทางใหม่ ๆ และส่วนต่อขยาย อาทิ ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู ปากเกร็ด-แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี ได้แก่ ถนนแจ้งวัฒนะ รามอินทรา มีนบุรี ปากเกร็ด ส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง สายสีม่วง บางใหญ่ -บางซื่อ เริ่มจากบางซื่อ รัตนาธิเบศร์ บางใหญ่ บางบัวทอง รวมถึงแนวรถไฟฟ้า Airport Link ตั้งแต่สถานี พญาไท อโศก-เพชรฯ พระราม 9 คลองตัน และรามคำแหง

       “แจ้งวัฒนะ”แข่งเดือด
       
       พื้นที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ กลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ที่กำลังมาแรงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่เปิดให้บริการ ซึ่งแม้ว่าหน่วยงานราชการจะเปิดให้บริการยังไม่ครบก็ตาม แต่ก็ทำให้มีข้าราชการและลูกจ้าง มาทำงานกว่า50,000 คน และเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100,000 คน ในอนาคตอันใกล้นี้ ยิ่งทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยก็มีมากขึ้นแบบทวีคูณ
       
       ประกอบกับ รัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ปากเกร็ด-แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี ยิ่งทำให้บริเวณถนนแจ้งวัฒนะกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ที่นักลงทุน นักเก็งกำไร รวมถึงผู้บริโภครายย่อยแห่ไปลงทุนจำนวนมาก ทั้งกว้านซื้อที่ดิน เพื่อรอลงทุนโครงการใหม่ และซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อเก็งกำไร เพราะแม้ว่าราคาที่ดินในย่านดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก หลังจากที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่เปิดให้บริการครบทุกหน่วยงาน รวมถึงเมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูเริ่มตอกเสาเข็มต้นแรก ซึ่งคาดว่าราคาที่ดินจะปรับสูงขึ้นอย่างน้อย 20-30% อย่างแน่นอน รวมถึงราคาคอนโดมิเนียมก็มีโอกาสปรับตัวสูงด้วยเช่นเดียวกัน เฉลี่ยที่ 10-15% หลังจากที่โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปัจจุบันราคาที่ดินบริเวณถนนแจ้งวัฒนะตารางวาละ 96,000บาท ส่วนบริเวณเมืองทองธานี ตารางวาละ64,000บาท
       
       โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูไม่เพียงแค่ทำให้การเดินทางไปยังศูนย์ราชการแห่งใหม่สะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ตามเส้นทางที่รถไฟฟ้าพาดผ่านยังทำให้พื้นที่ตลอดแนวถนนรามอินทราคึกคักตามขึ้นมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณหลักสี่เชื่อมต่อถนนรามอินทราซอยต้น ๆ ซอยวัชรพล กม.8 รวมถึงมีนบุรี เห็นได้จากดีเวลลอปเปอร์หลายรายแห่ไปจับจองพื้นที่เพื่อลงทุนโครงการใหม่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เจ้าพ่อคอนโดมิเนียมอย่าง LPN ที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกล ไปปักธงลงทุนโครงการลุมพินี เพลส ใกล้กับห้างเซ็นทรัล รามอินทรา ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการลุมพินี คอนโด ทาวน์ บริเวณถนนรามอินทรากม. 8
       
       รวมถึงบริษัท แสนสิริ ที่ยึดพื้นที่บริเวณปากซอยวัชรพล พัฒนาลงโครงการ ดีคอนโด ขณะที่บริษัท ปริญสิริ ได้เปิดสมาร์ท คอนโด ในซอยวัชรพล ใกล้เสถียรธรรมสถาน สำหรับมีนบุรีนั้น มีดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่ อย่างสัมมากร เค.ซี.พร็อเพอร์ตี้ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และนักลงทุนท้องถิ่นที่เปิดโครงการแนวราบจำนวน มากกว่า 30-40 โครงการ
       
       “อ่อนนุช”แข่งแรง
       
       ย่านอ่อนนุชกลายเป็นทำเลทองอีกครั้ง หลังจากส่วนต่อขยายสายสีเขียว อ่อนนุช-แบริ่ง เปิดให้บริการรถไฟฟ้า BTS เห็นได้จากผู้ประกอบการพากันไปเปิดโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าย่านสุขุมวิท แต่มีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับโครงการย่านสุขุมวิทตอนต้น ๆเพราะมีราคาสูงมาก เนื่องจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจากสถานีอ่อนนุชไปยังสุขุมวิทตอนต้นนั้นใช้เวลาเพียงประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น อีกทั้งอยู่ใกล้ทางด่วน ห้างสรรพสินค้าและสถานที่สำคัญต่างๆ
       
       “จากผลสำรวจตลาดคอนโดมิเนียมในรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช ว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ทั้งหมด 11 โครงการ มีจำนวนหน่วยประมาณ 4,200 หน่วย ราคาคอนโดมิเนียมในย่านนี้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาทต่อตารางเมตร”

       ส่วนราคาที่ดินบริเวณสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และ ตากสิน-บางหว้าและหมอชิต-สะพานใหม่ พบว่าในรอบปี 2552-2553 บริเวณอ่อนนุช-แบริ่ง ราคาที่เพิ่มขึ้นถึง 15-20% สถานีที่ราคาที่ดินเพิ่มสูงที่สุด คือ สถานีบางจาก อยู่ที่ตารางวาละ 260,000 บาท สถานีแบริ่ง ราคาตารางวาละ 150,000 สถานีอ่อนนุช อยู่ที่ 200,000-250,000 ต่อตารางวา เนื่องจากเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ขณะที่ดินบริเวณถนนสุขุมวิท 103 ราคา 130,000-150,000 บาทต่อตารางวา ส่วนถนนบางนา-ตราด ช่วงต้น ๆ ราคาอยู่ที่ 100,000-150,000บาท ต่อตารางวา
       
       สำหรับเส้นตากสิน-บางหว้า เพิ่มขึ้น 10-14 % โดย สถานีกรุงธนบุรีเพิ่มมากที่สุด ราคาตารางวาละ 320,000 บาท ต่ำสุดอยู่ที่สถานีบางหว้า ราคาตารางวาละ 105,000 บาท ส่วนช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ เพิ่ม 5-15% สถานที่เพิ่มสูงสุด คือ สถานีลาดพร้าว ราคาเฉลี่ยตารางวา 230,000 บาทต่อตารางวา ต่ำสุดที่สถานีบางบัว ตารางวาละ 105,000 บาท
       
       ขณะที่ส่วนต่อขยาย ช่วงแบริ่ง- สำโรง- สมุทรปราการ ถึง บางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยแยกเป็น ทำเลแบริ่ง สำโรง พบว่าราคาซื้อ-ขายที่ดินที่ติดถนนอยู่ที่ 100,000 -150,000 บาทต่อตารางวา ต.บางเมือง ซึ่งอยู่ในเขตตัวเมืองสมุทรปราการ ติดถนนราคาตารางวาละ 70,000-80,000 บาท ต.ท้ายบ้าน ราคาตารางวาละ 40,000-50,000 บาทและต.บางปู ราคาตารางวาละ20,000-30,000บาท
       
       อย่างไรก็ดี ในส่วนของแบริ่ง และสำโรงนั้น มีศักยภาพต่อการลงทุนใกล้เคียงกับอ่อนนุช โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้า เมื่อตอกเข็มแล้วราคาที่ดินจะปรับขึ้นเฉลี่ย 20-30 % ต่อปี(ที่ดินติดริมถนน) และที่ดินในซอยแบริ่ง-สำโรงราคาจะปรับขึ้น 50- 60% จากปัจจุบัน ราคาตารางวาละ 70,000-80,000 บาท ส่วนตั้งแต่ตัวเมืองสมุทรปราการถึง บางปู ราคาที่ดินเฉลี่ยขยับขึ้น 10 % เท่านั้น เนื่องจากไม่มีศักยภาพต่อการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยเนื่องจากเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีแต่ที่อยู่อาศัยราคาถูกและบ้านเช่า
       
       เกาะแนว“สายสีม่วง”ฮอตไม่เลิก
       
       รถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผนในปี 2557 นั้น ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่และรายย่อย ต่างดาหน้าเข้าไปลงทุนโครงการบ้านจัดสรรจำนวนมาก ทั้งแนวราบและแนวสูง โดยเฉพาะฝั่งพระนคร ตั้งแต่สถานีบางซื่อ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT จนถึงสถานีสะพานพระนั่งเกล้า ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากราคาที่ดินค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินติดรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากแหล่งชุมชน หน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงสาธารณสุข และห้างสรรพสินค้า เช่น บิ๊กซี
       วงศ์สว่าง
       
       สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ราคาประเมินที่ดินในย่านรถไฟฟ้าสายสีม่วง ฝั่งพระนคร เฉลี่ยอยู่ที่ราคาตารางวาละ 50,000 - 160,000บาท ขึ้นอยู่กับถนนและระยะห่างจากถนนใหญ่ เช่น ที่ดินติดถนนกาญจนาภิเษก ราคาประเมินอยู่ที่ 50,000-80,000 บาท ในขณะที่ที่ดินติดถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ราคาประเมินอยู่ที่ 130,000-160,000 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาขายนั้นสูงกว่าราคาประเมินเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะที่ดินติดถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ราคาสูงถึงตารางวาละ 220,000 บาท
       
       ส่วนทำเลบางใหญ่และบางบัวทองที่แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงผ่านนั้น โดยเฉพาะที่ติดริมถนนมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาประมาณ10-20% บริเวณสามแยกบางใหญ่ ปัจจุบันราคาเฉลี่ยตารางวาละ 50,000-60,000 บาท ขณะที่ที่ดินในซอย ซึ่งสามารถพัฒนาบ้านจัดสรร ราคาที่ดินขยับตัวเพิ่มขึ้นไป 30-40% ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2550 ส่วนย่านถนนรัตนาธิเบศร์ พื้นที่ในเขตเทศบาลนครนนทบุรี แถบบางใหญ่ บางบัวทอง ฯลฯ ยังไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด
       
       แนวAirport Link “รุ่ง”
       
       พื้นที่ตลอดแนว Airport Link ก็เป็นอีกทำเลหนึ่งที่ได้รับความนิยมขึ้นมาทันที หลังจากที่โครงการรถไฟฟ้า Airport Link เปิดให้บริการ อาทิ ถนนรามคำแหง คลองตัน พระราม 9 และอโศก-เพชรฯ เพราะอยู่เกาะแนวรถไฟฟ้า ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยบริเวณนี้เพิ่มขึ้น ทั้งที่ในอดีตทำเลเหล่านั้น ถูกลืมไปหายนักลงทุนแล้ว เนื่องจากไม่มีศักยภาพ อีกทั้งยังมีปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนัก
       
       “บริเวณถนนรามคำแหง เป็นทำเลที่นักลงทุนโครงการคอนโดมิเนียมราคา 1 ล้านบาทต้น ๆ แห่ไปลงทุนหลายราย อาทิ พฤกษา แสนสิริ แอล.พี.เอ็นฯ. ศุภาลัย และชีวาทัย ซึ่งทุกโครงการล้วนได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยเฉพาะโครงการของพฤกษา แสนสิริ ที่มียอดขายมาก เพราะตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรามคำแหง ส่วน แอล.พี.เอ็นฯและศุภาลัยขายหมดแล้ว เพราะไปลงทุนก่อนคู่แข่ง ขณะที่ชีวาทัย อาจจะขายช้ากว่า ตั้งอยู่ใกล้แยกลำสาลี ซึ่งถือว่ายังไกลกับสถานีมาก”
       
       สำหรับนักลงทุนที่จะเก็งกำไรคอนโดมิเนียมยังมีโอกาสที่จะสร้างผลกำไร เพราะโครงการที่เปิดขายมาตั้งแต่ปีก่อนเป็นราคาที่ไม่สูงมากนัก หากแผนการเชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าของรัฐบาลแล้วเสร็จ จะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยปีละ 8-10% ซึ่งถือว่าสูงมาก หากเทียบกับการฝากเงินไว้ที่แบงก์ที่ได้ผลตอบแทนเพียง 1-2% เท่านั้น
       
       ในย่านอโศก-เพชรฯเป็นทำเลทองสำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าไปลงทุน เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง Airport Link รถไฟฟ้าใต้ดิน บริเวณสี่แยกอโศก-เพชรบุรีอีกด้วย อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีสุขุมวิท ยิ่งทำให้การเดินสะดวก นักลงทุนจึงเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการ เช่น เอเชี่ยนฯ ทีซีซีบริษัทในเครือเจริญ สิริวัฒนภักดี และโครงการของบริษัทข้ามชาติ
       
       ทั้งนี้ ราคาที่ดินตามแนวทาง Airport Link ปรับตัวสูงขึ้น 10% และมีแนวโน้มที่จะปรับสูงขึ้นอีก เพราะในย่านนี้แทบจะไม่มีที่ดินให้เหลือเพื่อพัฒนาอีกแล้ว ขณะที่ความต้องการที่พักอาศัยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
       
       “สุวรรณภูมิ”สิ้นมนต์ขลัง
       
       สำหรับทำเล“ร่วง” นั้น บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิน่าจะเป็นทำเลที่สิ้นมนต์ขลังอย่างรวดเร็ว แม้ว่าครั้งหนึ่ง สุวรรณภูมิจะเป็นทำเลทองที่ดีเวลลอปเปอร์เกือบทุกราย ล้วนไปปักธงลงทุนโครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ รวมถึงโฮมออฟฟิต จำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริหาร พนักงานที่ทำงานในสนามบิน รวมถึงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับสนามบิน เช่น โลจิกติกส์ หรือส่งออก เป็นต้น แต่มาวันนี้ ชื่อของสุวรรณภูมิ แทบจะถูกกลืนหายไป ไม่มีดีเวลลอปเปอร์รายใด โหมไปลงทุนอีกเลย ที่สำคัญโครงการเก่าที่อยู่ระหว่างดำเนินงานก็ไม่มีใครกล้าชูจุดขายว่า อยู่ใกล้สนามบินมากนัก
       
       ไม่เพียงแค่บริเวณสุวรรณภูมิเท่านั้นที่สิ้นมนต์ขลัง แต่พื้นที่บริเวณรอบ ๆ สุวรรณภูมิ ทั้งร่มเกล้า ลาดกระบัง ก็ได้รับผลกระทบจากการเปิดให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิเช่นเดียวกัน เพราะผู้ซื้อไม่ต้องการเสี่ยงที่จะไปซื้อที่พักอาศัยอยู่ กลัวว่าจะได้รับผลกระทบด้านทางเสียงจากการขึ้น-ลงของเครื่องบิน แม้ว่าบางโครงการจะตั้งอยู่ในเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเสียงก็ตาม ทำให้ที่ผ่านมา ยอดขายของแต่ละโครงการค่อนข้างล่าช้า
       
       ที่สำคัญปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก หลังจากที่เปิดให้สนามบินยังทำให้ไม่มีใครอยากมีบ้านหรือที่พักอาศัยใกล้สนามบิน นั่นคือ บริเวณร่มเกล้า และลาดกระบัง เพราะหากเกิดปัญหาน้ำท่วม รัฐบาลไม่มีทางปล่อยให้น้ำท่วมสนามบินแน่นอน เนื่องจากจะสร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมรวมถึงชื่อเสียงและเครดิตของประเทศจะเสียหายอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องยอมปล่อยให้น้ำท่วมขังพื้นที่นอกสนามบินแน่นอน นั่นก็คือ บริเวณร่มเกล้า และลาดกระบังนั่นเอง และไม่เพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมขัง แต่ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังนาน ๆ ในอนาคตมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะเกิดปัญหาดินทรุด หรือถล่มได้
       
       “รังสิต”ดินแดนที่ถูกลืม
       
       ส่วน“รังสิต” แม้ว่าจะเป็นทำเลที่ไม่ดับเสียทีเดียว ยังมีกำลังซื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่ก็เป็นกำไรซื้อระดับกลางลงมา เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่ค่อยมีดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เข้าไปลงทุน เพราะไม่มีจุดขายที่โดดเด่น อีกทั้งปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก ทำให้ไม่มีใครอยากไปพักอาศัยบริเวณรังสิต ทำเลนี้จึงถูกลืมมานานหลายปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำเลนี้ไม่เคยได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกเลย

       ยักษ์อสังหาฯฝ่าวิกฤต
       ฟันยอดขาย - โกยกำไรกระเป๋าตุง
       
       พาเหรด 4 ค่ายยักษ์ใหญ่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์รับทรัพย์อื้อ นำทีมโดยค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท ตามด้วย พร็อพเพอร์ตี้ เฟอร์เฟค, ควอลิตี้เฮ้าส์ และเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ เติบโตทั้งยอดขายและกำไรเลขสองหลักถ้วนหน้า สวนกระแสวิกฤตหลายระลอกทั้งเศรษฐกิจและสังคม
       
       ท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้ารอบด้านตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็น มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์สิ้นสุด ซึ่งมีผลด้านจิตวิทยาต่อผู้ซื้อ นโยบายแบงก์ชาติเพิ่มเงินดาวน์ ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นทั่วประเทศ ดอกเบี้ยขาขึ้น วัสดุก่อสร้างพาเหรดขึ้นราคา และน้ำท่วมใหญ่เกือบทั่วทั้งประเทศ แต่ผลประกอบการจากการขายและผลกำไรในรอบ 9 เดือน (ตั้งแต่ 1 มกราคม-30 กันยายน) ของบิ๊กอสังหาริมทรัพย์กลับเติบโตสวนกระแสวิกฤตได้อย่างน่าสนใจ
       
       โดยเฉพาะ 4 ค่ายบิ๊กอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ หรือ AP ค่ายควอลิตี้เฮ้าส์หรือ QH ค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท หรือ PS และค่ายพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค หรือ PF ร่วมพาเหรดสร้างยอดขายและกำไรสุทธิให้มีอัตราส่วนเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างโดดเด่นเหนือคู่แข่ง (ดูตารางเปรียบเทียบผลประกอบการงวด 9 เดือนฯ)
       
       จากการสำรวจผลประกอบการของ 8 บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, แอล.พี.เอ็น., ศุภาลัย, ควอลิตี้เฮ้าส์ แสนสิริ, พฤกษา เรียลเอสเตท และพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค โดยผู้จัดการ 360องศา รายสัปดาห์ พบว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นทั้งรายได้จากการขายและกำไรสุทธิในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ต้องยกให้ “พฤกษา เรียลเอสเตท” ซึ่งในครั้งนี้บริษัทสามารถสร้างรายได้จากยอดขายสูงถึง 16,332 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 11,232 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 2,429 ล้าน เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ1,977 ล้านบาท อัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 22.8 เปอร์เซ็นต์
       
       รองลงมา ได้แก่ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค สามารถสร้างรายได้จากยอดขายสูงถึง 5,245 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 4,100 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 27.9 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 406 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 262 ล้าน อัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 54.9 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ทำให้อัตรายอดขายและกำไรของบริษัทเติบโตอย่างมากเนื่องจากยอดขายและกำไรจากการขายหน่วยอาคารชุดพักอาศัยจำนวน 345 ล้าน
       
       ตามมาด้วย บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ ซึ่งมีรายได้จากการขายสูงถึง 9,283 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 7,544 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 23 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิบริษัทสามารถทำยอดได้ 1,591 ล้าน เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,271 ล้านบาท อัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ทำให้อัตรายอดขายของบริษัทเติบโตอย่างมากเนื่องจากยอดขายจากการขายหน่วยอาคารชุดพักอาศัยจำนวน 2,375 ล้านบาท
       
       โดยมี บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ตามติดเป็นอันดับ 4 ซึ่งมีรายได้จากการขายสูงถึง 9,533 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 7,802 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 1,616 ล้าน เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,126 ล้านบาท อัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 43 เปอร์เซ็นต์
       
       สำหรับ 4 บิ๊กรายใหญ่อื่นๆ เช่น บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีรายได้จากการขายจำนวน 11,057ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 12,676 ล้านบาท เติบโตลดลง -13 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิบริษัทสามารถทำยอดได้ 2,690 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 2,876 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง -6 เปอร์เซ็นต์
       
       บริษัท แอล.พี.เอ็น. มีรายได้จากการขายจำนวน 6,180 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 6,689 ล้านบาท เติบโตลดลง -7.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 1,066 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,295 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง -17.6 เปอร์เซ็นต์
       
       บริษัท ศุภาลัย มีรายได้จากการขายจำนวน 6,198 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 6,771 ล้านบาท เติบโตลดลง -8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 1,492 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,837 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง -18.7 เปอร์เซ็นต์
       
       บริษัท แสนสิริ มีรายได้จากการขายจำนวน 11,286 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมียอดขาย 10,492 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทสามารถทำยอดได้ 825ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,009 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง -18 เปอร์เซ็นต์
       
       **************
       
       บิ๊กจัดสรรฉีกตำราสู้คู่แข่ง
       ปฏิวัติการตลาดรูปแบบเดิม
       
       บิ๊กจัดสรรเร่งปรับตัว รับมือการแข่งขันดุเดือดปี “กระต่ายทอง” เผยหากยังทำการตลาดรูปแบบเก่าๆ อาจจะไม่มีที่ยืนในอุตสาหกรรม แนะต้องงัดกลยุทธ์ใหม่ครองใจลูกค้าอย่างยั่นยืน
       
       การแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ โลเกชั่น รูปแบบโครงการ การออกแบบ สิ่งอำนวยความสะดวกเป็นหลัก ส่วนกลยุทธ์ด้านราคาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ แต่กลยุทธ์เหล่านี้จะใช้ไม่ได้อย่างยั่นยืน เพราะดีเวลลอปเปอร์เกือบทุกรายจะงัดกลยุทธ์เหล่านั้นมาใช้ในการสร้างจุดขาย ซึ่งสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นว่า แต่ละโครงการมีจุดขายเดียวกัน
       
       สำหรับดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่แล้ว มองว่าหากยังต้องแข่งขันในรูปแบบเดิมๆ การทำการตลาดจะเหนื่อยมาก อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตลาดและการขายสูงขึ้นมาก จึงได้ปรับกลยุทธ์การแข่งขันใหม่ เพื่อให้เหนือคู่แข่ง
       
       บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) AP เป็นดีเวลลอปเปอร์รายแรกๆ ที่กล้าปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำตลาด ลุกขึ้นมาปฏิวัติการตลาดใหม่หมด โดยหันไปให้ความสำคัญกับการให้บริการก่อนและหลังการขาย ควบคู่กับการทำตลาดแบบเดิมๆ คือ ยังให้ความสำคัญกับการเลือกทำเล และใส่ใจในรายละเอียดการออกแบบโครงการ
       
       ไม่ได้แข่งแค่ทำเล
       
       อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AP มองว่า การแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ จะไม่ได้แข่งกันที่ทำเล รูปแบบบ้าน หรือฟังก์ชั่นการใช้งานเท่านั้น แต่การแข่งขันจะมุ่งไปที่การให้บริการก่อน ระหว่างและหลังการขายเป็นหลัก เพราะผู้บริโภคสมัยใหม่จะใส่ใจในรายละเอียดของการให้บริการมากกว่าในอดีต แต่การให้บริการหลังการขายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในทางตรงกันข้ามเป็นเรื่องที่ยากมาก เฉพาะแค่การซ่อมบ้านให้ลูกค้าพึงพอใจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นโจทย์ที่ท้าทาย ฉะนั้น ไม่ต้องมองไปไกลถึงการดูแลลูกค้าและให้บริการหลังจากโอนบ้านไปแล้ว บริษัทจึงต้องการปิดจุดอ่อนในเรื่องนี้ โดยหามืออาชีพด้านบริการมาช่วยงาน
       
       สำหรับ AP นั้น ได้เริ่มปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ช่วง 1-2 ปีก่อน โดยได้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ และให้ฝ่ายการขายและตลาดทุกไซต์งานขึ้นตรงกับสายงานบริหารงานขายและบริการ เพื่อให้การบริการลูกค้าได้มาตรฐานเดียวกันทุกไซต์
       
       “ในช่วง 2-3 ปีก่อน พบว่าฝ่ายขายมีปัญหามาก บางไซต์บริการดี บางไซต์บริการไม่ดี ไม่มีมาตรฐาน เพราะต่างคนต่างทำ ซึ่งสร้างปัญหาให้บริษัทมาก เพราะฝ่ายขายเป็นด่านแรกที่ต้องเจอกับลูกค้า หากบริการไม่ดี ชื่อเสียงของบริษัทก็เสียหายไปด้วย เราจึงต้องนำวิธีการทำงานแบบเดิมมาใช้ คือ นำฝ่ายขายทุกไซต์มาอยู่ภายใต้ผู้บริหารคนเดียวกัน ไม่ให้ขึ้นตรงกับไซต์งานนั้นๆ เพื่อให้การบริการได้มาตรฐานเดียวกัน”
       
       การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนั้น อนุพงษ์ เลือกที่จะรับบุคลากรนอกวงการอสังหาริมทรัพย์มาเสริมทัพ โดยโฟกัสไปที่คนในวงการคอนซูเมอร์ โปรดักส์ และต้องมีประสบการณ์ตรงจากการทำงานในบริษัทข้ามชาติ เพราะคนในวงการคอนซูเมอร์ โปรดักส์จะรู้จักและเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ที่สำคัญการทำงานจะมีวินัย ยึดมั่นในหลักการ และมีมาตรฐานเดียวกันกับมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติ
       
       อย่างไรก็ตาม อนุพงษ์ ยอมรับว่า บุคลากรนอกวงการจะมีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์เลย แต่ AP ก็มีความพร้อมที่จะให้เวลาในการเรียนรู้ และมีพี่เลี้ยงที่เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์คอยให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนให้คำปรึกษา และแนะนำงานด้านอสังหาริมทรัพย์
       
       “การเลือกบุคลากรนอกวงการอสังหาริมทรัพย์มาช่วยงาน เพราะต้องการแนวคิดใหม่ๆ มาปรับใช้ในองค์กร แต่ถ้าหากนำบุคลากรเฉพาะในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มาช่วยงาน ก็จะได้แนวคิดรูปแบบเดิมๆ ไม่มีความแปลกใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สนใจคนเก่าในวงการเลย เพียงแต่ AP ต้องการนำแนวคิดของคนเก่ามาผสมผสานกับคนใหม่ ซึ่งจะได้สูตรผสมที่ลงตัว”
       
       “แสนสิริ” ชูฟังก์ชั่นเด่น
       
       ขณะที่ฟาก บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็ไม่ได้หยุดนิ่งที่จะปรับตัว เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันจะฟาดฟันกันที่บิ๊กจัดสรรเท่านั้น เพราะจากนโยบายของภาครัฐ และความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อโครงการ จะทำให้ดีเวลลอปเปอร์รายกลางและรายเล็กอยู่อย่างลำบาก เกือบจะไม่มีที่ยืน จึงทำให้การแข่งขันในปีนี้จะแข่งกันที่รายใหญ่
       
       สุริยะ วรรณบุตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารโครงการและการตลาด บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า กลยุทธ์ด้านการตลาดจะให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโลเกชั่นที่ใกล้แหล่งชุมชน การเดินทางสะดวก การจัดวางผังโครงการ การออกแบบที่เหมาะสำหรับการพักอาศัยอย่างลงตัว
       
       ขณะที่ มนู ตระกูลวัฒนะกิจ ผู้อำนวยการแผนกนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ กล่าวว่า การออกแบบนั้นทีมออกแบบจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย และนำมาออกแบบอย่างใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ตกแต่ง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการการพักอาศัยที่ตอบสนองความเป็นตัวตนของตัวเองและตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันทุกด้าน
       
       “ตัวอย่างเช่น การออกแบบ bugget condo ทั่วไป ดีเวลลอปเปอร์จะออกแบบจากการนำงบประมาณเป็นตัวกำหนดโครงการและห้องชุด รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ตกแต่ง ขณะที่แสนสิริจะออกแบบโดยนำความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายเป็นตัวกำหนด เพราะจากการสำรวจพบว่า ความต้องการของผู้ที่มีรายได้เดือนละ 2-3 หมื่นบาท ไม่แตกต่างจากผู้มีรายได้เดือนละเป็นแสนบาทขึ้นไป ที่มีความต้องการใช้ Internet ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำ สวนหย่อม และสนามเด็กเล่น แสนสิริจึงพพัฒนาโครงการตามความต้องการของลูกค้า

 

 

 
คดีคลิตี้ : บทเรียนที่ไม่เคยจำของรัฐ-นักลงทุน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 ธันวาคม 2553 21:29 น.
 
(ภาพจากแฟ้ม) ชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
       บทเรียนคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม นอกจากคดีคลิตี้นี้แล้ว ยังมีคดีที่กำลังจะเป็นบทเรียนที่สำคัญให้กับนักลงทุนและหน่วยงานของรัฐทั้งหลายได้ตระหนักจำ โดยเฉพาะกับคดีแคดเมียมแม่ตาวและคดีมลพิษทางเสียงจากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งคดีมาบตาพุดด้วย
       
       โดย .... ศรีสุวรรณ จรรยา
       นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
       thaisgwa@gmail.com
       
       เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมาศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จำนวน 151 รายได้มอบอำนาจให้สภาทนายความยื่นฟ้องต่อบริษัทเอกชนเจ้าของโรงงานแต่งแร่ตะกั่ว ซึ่งมาขออนุญาตประกอบกิจการในพื้นที่ต้นน้ำลำห้วยคลิตี้ จนเกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำดังกล่าว ทำให้สารตะกั่วที่เจือปนอยู่ในกระบวนการแต่งแร่ปนเปื้อนไปในลำห้วยซึ่งเป็นแหล่งอาหารและการอุปโภคบริโภคของชาวบ้านคลิตี้ล่าง จนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยด้วยโรคพิษตะกั่วกันเกือบทั้งหมู่บ้าน โดยคณะทำงานของสภาทนายได้ยื่นฟ้องไปตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2551 โดยคิดเป็นค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท
       
       การปนเปื้อนของตะกั่วจากหางแร่ตะกั่วที่โรงแต่งแร่ของบริษัทเอกชนดังกล่าวได้ปล่อยลงสู่ลำห้วยคลิตี้ (ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร) บริเวณผืนป่าตะวันตกติดเขตทุ่งใหญ่นเรศวร และไหลต่อเนื่องลงสู่แม่น้ำแม่กลองมาตั้งแต่ตั้งเหมืองเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว และมีการเผยแพร่เป็นข่าวทางสื่อมวลชนมาตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2541 จนปัจจุบันตะกอนสารพิษยังคงมีอยู่ในลำน้ำ
       
       คำพิพากษาของศาลจังหวัดกาญจนบุรีระบุว่าชาวบ้านมีอำนาจในการฟ้องเพื่อปกป้องลูกหลานของตนเอง และเรื่องของประเด็นอายุความ การฟ้องเป็นการฟ้องในเรื่องของ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มาตรา 96 วรรค 1 ซึ่งจะมีอายุความทั่วไป 10 ปี
       
       เพราะฉะนั้น การที่บริษัทเหมืองแร่ยังไม่ทำการฟื้นฟูลำห้วย ก็ถือยังต้องมีความรับผิดชอบตลอดไป ส่วนเรื่องการปล่อยสารพิษ หรือสารตะกั่วพบว่ามีการปล่อยสารพิษลงลำห้วยคลิตี้จริง ทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านจริง ซึ่งการที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ไม่จำเป็นจะต้องมีปริมาณของสารตะกั่วในเลือด และร่างกายเกินมาตรฐานเท่านั้น ซึ่งผลกระทบที่ได้รับถือว่าได้รับผลกระทบจากสารพิษโดยตรง และเป็นผลกระทำโดยตรงของบริษัทเหมืองแร่ที่ต้องมีความรับผิด
       
       ศาลจึงตัดสินให้บริษัทเจ้าของโรงแต่งแร่กับพวกรวม 7 คน ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง เป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 35,800,000 บาท โดยแต่ละรายจะได้รับค่าชดเชยไม่เท่ากัน ซึ่งมีผู้ได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 1 แสนบาท จำนวน 4 ราย, 1.5 แสนบาท จำนวน 91 ราย, 2 แสนบาท จำนวน 5 ราย, 3 แสนบาท จำนวน 4 ราย, 3.5 แสนบาท จำนวน 9 ราย, 4 แสนบาท จำนวน 29 ราย และ 6 แสนบาท จำนวน 8 ราย รวม 150 ราย ซึ่งศาลไม่ได้ตัดสินให้จำนวน 1 ราย คือ นายจีซ่า นาสวนสุวรรณ อายุ 64 ปี เนื่องจากบุคคลดังกล่าวได้เสียชีวิตลงในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล
       
       ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ยังได้พิพากษาให้บริษัทเจ้าของโรงแต่งแร่ดังกล่าวกับพวกรวม 7 คน ให้ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนให้กลับมาใสสะอาดดังเดิม แต่ถ้าหากบริษัทไม่ยอมดำเนินการ ชาวบ้านสามารถดำเนินการเองได้โดยสามารถเรียกค่าเสียหายจากบริษัทในการดำเนินการได้อีก
       
       ก่อนหน้านี้ คงจำกันได้ว่ากลุ่มชาวบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 8 คนได้เคยฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีในเรื่องดังกล่าวไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อ 1 เมษายน 2541 โดยเรียกร้องให้เจ้าของโรงแต่งแร่และพวกกับพวกชดใช้ ค่าเสียหายแก่ชาวบ้านทั้ง 8 คนรวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 119 ล้านบาทเศษ และให้ชดใช้ ค่าเสียหายในอนาคต ค่าขาดประโยชน์จากการใช้น้ำและทรัพยากรธรรมชาติ และต่อมา 15 ส.ค.2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าของโรงแต่งแร่กับพวกชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน เป็นเงิน 4,260,000 บาท โดยให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่คนละ 345,000 บาท ผู้เสียหายที่เป็นเด็กได้รับคนละ 620,000 บาท และผู้เสียหายที่เป็นเด็กเล็ก (ได้รับสารตะกั่วในขณะที่แม่อุ้มท้อง) ได้รับคนละ 820,000 บาท ซึ่งโจทก์จำเลยไม่พอใจคำตัดสินดังกล่าวต่างคนต่างอุทธรณ์ต่อศาล
       
       ต่อมา 14 สิงหาคม 2551 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองยังคงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งแปดตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่ชาวบ้านทั้ง 8 คนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 29,551,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ปัจจุบันบริษัทยังยื่นต่อสู้ในชั้นฎีกา
       
       นอกจากนี้ ยังมีอีกคดีซึ่งเป็นคดีปกครองโดยชาวบ้านจำนวน 13 คนได้ร่วมกันยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ คือ กรมควบคุมมลพิษ ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 และต่อมาศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยในคดีแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรกกรมควบคุมมลพิษละเลยต่อหน้าที่ในการประสานงาน และดำเนินการฟื้นฟู หรือระงับการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าจนเกินสมควรนั้น ศาลพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูหรือระงับการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วย ล่าช้าเกินสมควร เนื่องจากตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งเริ่มพบว่ามีการปนเปื้อนของสารตะกั่วจากบริษัทฯ จนกระทั่งปัจจุบันแม้จะมีการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังการปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณสารตะกั่วที่ปนเปื้อนในตะกอนดินท้องน้ำก็ยังคงอยู่ในปริมาณที่สูง
       
       อีกทั้งกรมควบคุมมลพิษยังละเลยหน้าที่ในการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ระบุไว้ตามมาตรา 97 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ด้วย
       
       ประเด็นที่ 2 การชดเชยค่าเสียหาย ซึ่งมีการฟ้องเพิ่มเติมในระหว่างการดำเนินคดี หลังจากที่กรมควบคุมมลพิษยื่นคำให้การต่อศาลปกครอง ว่า ได้ระงับแผนการฟื้นฟูลำห้วยด้วยการขุดลอกตะกอนดินท้องน้ำที่ปนเปื้อนสารตะกั่วไปฝังกลบ โดยปล่อยให้ลำห้วยคลิตี้ซึ่งปนเปื้อนสารตะกั่ว ฟื้นฟูตัวเองโดยกระบวนการธรรมชาติ หลังจากนั้น ได้มีผู้ฟ้องเข้ามาใหม่อีก 9 ราย รวมเป็น 22 ราย
       
       ด้านความเสียหายเป็นค่าสินไหมทดแทนนั้นศาลปกครองกลางตัดสินให้ กรมควบคุมมลพิษชดเชยค่าเสียหายแก่ชาวบ้านผู้ฟ้องร้องทั้ง 22 คน ในส่วนภาระค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารทดแทนอาหารที่เคยมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ในอัตรารายละ 350 บาทต่อเดือน เป็นเงินรายละ 7,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 (1,058 บาท) รวมค่าเสียหายต่อรายคิดเป็นเงิน 8,758 บาท เมื่อคิดรวมผู้เสียหาย 22 คน ชดเชย 22 เดือน ค่าเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 192,676 บาทอีกทั้งยังต้องชดเชยในส่วนค่าเสียหายต่อสิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ในอัตรารายละ 1,000 บาทต่อเดือนเป็นเงินรายละ 22,000 บาท พร้อมดอดเบี้ยรายละ 3,025 บาท รวมค่าเสียหายต่อรายคิดเป็นเงิน 25,025 บาท เมื่อคิดรวมผู้เสียหาย 22 คน ชดเชย 22 เดือน ค่าเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 550,550 บาทโดยชดเชยนับเป็นระยะเวลา 22 เดือน (ตั้งแต่ พ.ย.2545-27 ส.ค.2547 ซึ่งเป็นวันยื่นฟ้องคดีเพิ่มเติม) รวมค่าเสียหายต่อรายเป็นเงิน 33,783 บาท ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษต้องชดเชยรวมทั้งสิ้น 743,226 บาท
       
       บทเรียนคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม นอกจากคดีคลิตี้นี้แล้ว กำลังจะเป็นบทเรียนที่สำคัญให้กับนักลงทุนและหน่วยงานของรัฐทั้งหลายได้ตระหนักจำ โดยเฉพาะกับคดีแคดเมียมแม่ตาวและคดีมลพิษทางเสียงจากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งคดีมาบตาพุดด้วย...โปรดติดตาม

 

ชาวบ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิร้องศาล ปค.เรียกค่าเสียหาย หลังได้รับผลกระทบทางเสียง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 ธันวาคม 2553 15:02 น.

 

       ชาวบ้านรอบสุวรรณภูมิกว่า 529 ราย ยื่นฟ้องกราวรูด "ทอท.- ครม.- กก.สิ่งแวดล้อม-คมนาคม-การคลัง" ต่อศาลปกครองรอบสอง เรียกค่าเสียหาย 166 ล้านบาท จากมลภาวะทางเสียง
       
       วันนี้(23 ธ.ค.) นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน พร้อมด้วยชาวบ้านโดยรอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งฝั่งเหนือและฝั่งใต้ โดยเฉพาะชุมชนลำพุทธาและเคหะนคร 2 จำนวน 529 คน ได้ยื่นฟ้องบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.กับพวกรวม 6 หน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกรมการบินพลเรือน ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ทอท.ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเพิ่มอีกจำนวน 166,776,500 บาท
       
       นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิมาตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.49 ชาวบ้านได้พยายามเรียกร้องให้ ทอท.ชดเชยค่าเสียหาย และค่าสินไหมทดแทน จากกรณีได้รับผลกระทบมลพิษทางเสียงและมลพิษทางอากาศ จากการขึ้นลงของเครื่องบินมาโดยตลอด จนเวลาล่วงเลยผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 17 มี.ค.52 สั่งให้ ทอท.เร่งจ่ายเงินชดเชยและค่าเสียหายให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท โดยสั่งให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 53 แต่จนขณะนี้ทาง ทอท.ยังไม่ดำเนินการใดๆ ตามมติ ครม.และตามข้อเรียกร้องของชาวบ้านเลย
       
       “ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเห็นชอบร่วมกันที่จะต้องฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อเร่งให้ ทอท.และพวกรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะรอคอยต่อไปไม่ไหวแล้ว โดยต้องการให้ทอท. รับผิดชอบด้วยการซื้อบ้านของประชาชนที่ต้องการย้ายออก รวมไปถึงจ่ายค่าซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย และจ่ายเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว" นายศรีสุวรรณ กล่าว

       

       

       

       

       

       

       

 

 
 
 
สนธิ” ให้การศาลคดีปิดสนามบิน ยัน “เสรีรัตน์” เป็นคนสั่งการ
 
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 1 ธันวาคม 2553 16:14 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
"สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรฯ

“สนธิ ลิ้มทองกุล” เบิกความปิดท้าย ยันพันธมิตรฯ ชุมนุมไม่ได้ทำสุวรรณภูมิเสียหาย เครื่องบินยังขึ้นบินได้ปกติ ชี้ “เสรีรัตน์” ใช้อำนาจสั่งการปิดสนามบินเอง ด้านศาลให้คู่ความแถลงปิดคดีใน 60 วัน นัดพิพากษา 25 มี.ค.ปีหน้า ขณะที่ “สนธิ” ให้รอมติแกนนำพันธมิตรฯ 3 ธ.ค.นี้ เลื่อนชุมนุมต้านเจบีซี ไทย-กัมพูชา หรือไม่
       
       
 

       
       วันนี้ (1 ธ.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์สืบพยานจำเลยปากสุดท้ายในคดีหมายเลขดำ 6453/2551 ที่ บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ รวม 13 คน เรื่อง ละเมิด เรียกค่าเสียหายทุนทรัพย์ 245 ล้านบาทเศษ จากการฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่กรณีชุมนุมบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เมื่อเดือน พ.ย.51
       
       โดยวันนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จำเลยที่ 2 ในคดี ขึ้นเบิกความเป็นพยานจำเลยปากสุดท้าย สรุปว่า ก่อนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เข้าไปชุมนุมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการหารือ และถกเถียงกันใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ โดยสุดท้าย พล.ต.จำลอง ซึ่งมีความอาวุโสที่สุดเป็นผู้ตัดสินใจพากลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง เพื่อเรียกร้องและกดดันรัฐบาลในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งขณะนั้น ครม.อยู่ระหว่างพิจารณาโครงการรถเมล์เอ็นจีวี นอกจากนี้ ยังทวงถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าคดียิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตหลายราย
       
       นายสนธิกล่าวอีกว่า ที่ประชุมแกนนำพันธมิตรฯ เห็นตรงกันว่า การชุมนุมที่ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ไม่ได้สร้างเสียหายให้กับธุรกิจการบินทั้งในและนอกประเทศ เพราะไม่ใช่เป็นการปิดสนามบิน โดยเครื่องบินสามารถขึ้นลงได้ตามปกติ เพราะผู้ชุมนุมรวมตัวกันอยู่บริเวณ “แลนด์ไซด์” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการขึ้นลงของเครื่องบิน และแกนนำเองก็กำชับไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปอยู่บริเวณ “แอร์ไซด์” เพราะทราบดีว่าหากล่วงล้ำเข้าไปยังพื้นที่การบินจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทันที
       
       นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังเปิดให้บุคคลทั่วไปเดินทางเข้าออกพื้นที่ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ได้โดยสะดวก อีกทั้งยังช่วยเจรจาให้ชาวมุสลิมได้เดินทางไปร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบียด้วย
       
       นายสนธิยังเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่เป็นนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ที่เป็นผู้สั่งการ แต่คำสั่งของนายเสรีรัตน์จะเป็นไปตามอนุสัญญาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไม่ตนไม่ทราบ ซึ่งทราบเพียงว่าคณะกรรมการ ทอท.ตำหนินายเสรีรัตน์ที่สั่งปิดสนามบินโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้า
       
       ส่วนเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นั้น ไม่มีความเสียหายที่เป็นรูปธรรมถึงขั้นต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซม ซึ่งมีเพียงห้องน้ำเท่านั้นที่มีความสกปรก ซึ่งในการส่งมอบพื้นที่คืนคณะกรรมการ ทอท.ก็ยืนยันว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน
       
       ทั้งนี้ ภายหลังที่นายสนธิเบิกความแล้วเสร็จ ศาลมีคำสั่งให้คู่ความยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 60 วัน และนัดฟังคำพิพากษา 25 มี.ค.2554 เวลา 10.00 น.
       
       อย่างไรก็ตาม ภายหลังนายสนธิกล่าวถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อต่อต้านการพิจารณาลงมติบันทึกกรอบการเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ทั้ง 3 ฉบับ ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป รัฐบาลแก้เกมโดยเลื่อนการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ออกไป แกนนำพันธมิตรฯ จึงนัดหารือกันในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ก่อนจะแถลงความชัดเจนให้ทราบอีกครั้ง

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9530000169639&Keyword=%ca%d8%c7%c3%c3%b3%c0%d9%c1%d4